กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ข่าวสาร ชมรม จป.เชียงใหม่ / Re: หลักการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น
« กระทู้ล่าสุด โดย Deausmix เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 02:37:39 pm »
เป็นประโยชน์สำรหับมือใหม่ในการใช้งานมากเลยครับ
2
ข่าวสาร ชมรม จป.เชียงใหม่ / Re: ประกาศผู้สมัครอบรมเดือน ก.ย.
« กระทู้ล่าสุด โดย Deausmix เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 02:33:10 pm »
ปีนี้ประกาศเร็วดีครับ
3
ประกาศรับสมัครงาน / ตั้งค่ามือถือ 5 อย่างที่ทำให้การใช้
« กระทู้ล่าสุด โดย Vasikato เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 10:46:43 am »
ตั้งค่ามือถือ Android เป็นเรื่องที่สำคัญที่ส่งผลต่อการทำงานของสมาร์ทโฟน และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน Android ด้วย เพราะหากตั้งค่ามือถือได้ดีตั้งแต่แรกจะสามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือได้สะดวก รวดเร็ว ใช้งานได้นานโดยไม่กังวลเรื่องแบต และมีความปลอดภัยไม่มีอะไรแอบล้วงข้อมูลความเป็นส่วนตัว บทความนี้จะนำเสนอ สิ่งที่ต้องตั้งค่า 5 ข้อ ที่จะทำให้การใช้งาน Android ดีขึ้น สะดวกขึ้น

ปิดการสร้างไอคอนบน Home Screen หลังติดตั้งบน Play Store

โดยเอานิ้วแตะหน้าจอ Home Screen ที่เป็นพื้นที่ว่างแตะค้างไว้ จะขึ้นเมนูด้านล่าง ให้เลือกที่ Settings บริเวณมุมขวาล่าง จากนั้นให้เลือกเป็น OFF ที่ Add icon to Home Screen แค่นี้ก็เรียบร้อย เวลาติดตั้งแอปใหม่บนมือถือ Android จะไม่สร้างไอคอนที่อยู่หน้า Home Screen ให้หน้าจอนั้น รก ที่เต็มไปด้วยแอปแล้ว

ตั้งค่ามือถือ โดยปิดไม่ให้ข้อมูลเรานำมาให้แก่ Google มาใช้ในการเลือกแสดงโฆษณา

โดยเข้าที่หน้า Settings ของมือถือ Android จากนั้นเลือก Google >> เลือก Ads แล้วเลือกที่ Opt out of personalized ads ให้เป็น ON แค่นี้ก็เรียบร้อย เพื่อแสดงโฆษณาแบบอื่นๆโดยไม่เลือกจากข้อมูลที่คุณเข้าชมบ่อยๆ มาใช้เป็นข้อมูลในการแสดงโฆษณา

เปิด Instant App ทดลองใช้แอปโดยไม่ต้องติดตั้งเต็มรูปแบบ

โดยเข้าไปที่หน้า Settings >> เลือก Google > เลือกที่ Instant Apps แล้วเลือกบัญชีอีเมล ที่จะใช้ เพื่อเปิดใช้งานการทดลองโหลดใช้งานแอป

เปิด Doze Mode หากแอปนั้นจำเป็นต้องทำงานเบื้องหลังตลอดเวลา
เช่น Messenger , Line หรือ อีเมล ที่ต้องคอยรับงานจากเจ้านาย ซึ่งต้องไม่พลาดที่จะรับ แต่ด้วย Android ที่ตอนนี้จะคอยปิดการทำงานแอปที่คุณยังไม่เปิดใช้งาน ระยะนึง ระบบก็จะสั่งปิดแอปที่ทำงานเบื่้องหลังให้หยุดทำงานเพื่อประหยัดแบต ดังนั้นคุณควรตั้งค่าให้กับแอปที่สำคัญที่จะให้ทำงานตลอดเวลา ได้ดังนี้

เข้าที่แอป Settings จากนั้นเลือกที่ Battery แล้วเลือก Battery optimizations แล้วเลือกแอปที่สำคัญที่ต้องทำงานตลอดเวลาโดยไม่ให้มีการสั่งปิด แล้วเลือกแอปนั้นเป็น Don’t optimize ตามรูปด้านบน แค่นี้แอปก็จะยกเว้นแอปสำคัญของคุณให้ทำงานตลอดเวลา เพื่อไม่ให้พลาดงานหรือข่าวสารที่ส่งผ่านแอปนั้น

ซ่อนการแจ้งเตือนไม่ให้เห็นบน Lock Screen

เพื่อป้องกันพวกแจ้งเตือนแชทที่เกี่ยวข้องกับงานสำคัญปรากฎบนหน้าจอ Lock Screen แล้วคนอื่นเห็นเข้า โดยให้เข้าไปที่ Settings เลือก Notifications แล้วแตะที่ไอคอนตั้งค่าที่อยู่บริเวณมุมขวาบนของจอ แล้วแตะที่
“On the lock screen” แล้วเลือกเปลี่ยนเป็น “Hide sensitive notification content.” จะเป็นการซ่อนการแจ้งเตือนทั้งหมดไม่ให้ปรากฎบนหน้าจอ Lock Screen ไม่ให้คนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของเครื่องเราเห็น

ทั้งหมดนี้คือ 5 ข้อที่ใครใช้ Android สามารถลองทำดู เพื่อให้การใช้งาน Android ดูปลอดภัยขึ้น สะดวกขึ้น และทำงานเร็วขึ้น
4
ข่าวสาร ชมรม จป.เชียงใหม่ / หลักการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น
« กระทู้ล่าสุด โดย Vasikato เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 10:46:32 am »
ก่อนที่จะเริ่มเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น เราจะต้องทำความรู้จักก่อนว่าคอมพิวเตอร์คืออะไร เพื่อที่เราจะได้เข้าใจในระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ดียิ่งขึ้น

คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic device) ที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดเก็บข้อมูล อาจเป็นได้ทั้งรูปแบบของตัวเลข ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายของสิ่งต่างๆ โดยมีคุณสมบัติสำคัญคือการที่สามารถกำหนดชุดคำสั่งล่วงหน้าหรือโปรแกรมได้ จึงทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้หลายรูปแบบและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องและมีความรวดเร็วอีกด้วย

เมื่อรู้แล้วว่าคอมพิวเตอร์คืออะไร คราวนี้จะมาแนะนำการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นต่างๆ ที่จำเป็น โดยเริ่มตั้งแต่เปิดเครื่อง เปิดโปรแกรมที่จำเป็น การจับเม้าส์ จนกระทั่งปิดโปรแกรมที่ไม่ต้องการใช้งานแล้วเป็นต้น

เริ่มจากเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
ตรวจสอบว่าเสียบปลั๊กไฟทุกเส้นที่ต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้วหรือไหม
กดปุ่ม power ที่ตัวเครื่อง PC จะเห็นไฟติดที่หน้าจอ, เครื่อง และแป้นพิมพ์
รอสักพักที่หน้าจอภาพจะมีข้อความเพื่อตรวจสอบระบบต่างในตัวเครื่อง จากนั้นจะมีเสียงดังขึ้น 1 ครั้ง
ภาพหน้าจอจะขึ้นคำว่า Windows เป็นสัญลักษณ์ว่าเครื่องพร้อมใช้งาน

การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
คลิกที่ปุ่ม Start
เลือก Shut down
แล้วเลือกปุ่ม ok เพียงเท่านี้เครื่องก็จะทำการปิดระบบต่างๆของเครื่องคอมพิวเตอร์
หลังจากนั้นเครื่องจะดับเอง และต้องกดปิดสวิทช์ที่หน้าจอ

การกดปุ่มบนเม้าส์ (Mouse)
หากสังเกตจะเห็นว่าที่เม้าส์มี 2 ปุ่ม ซ้ายและขวา ส่วนบางรุ่นก็จะมีล้อตรงกลางเพื่อใช้เลื่อน ขึ้น ลง บนหน้าจอภาพ ซึ่งมีวิธีการกดปุ่มเม้าส์อยู่ทั้งหมด 4 วิธีคือ
คลิก (Click) คือการนำนิ้วชี้กดปุ่มด้านซ้ายของเม้าส์ 1 ครั้ง เพื่อใช้ในการเลือกสิ่งต่างๆบนจอภาพ
ดับเบิ้ลคลิก (Double Click) คือการนำนิ้วชี้กดปุ่มด้านซ้ายของเม้าส์ 2 ครั้งติดกันอย่างเร็วๆ ใช้สำหรับเปิดโปรแกรมที่อยู่ด้านซ้ายของจอภาพ
แดร๊ก (Drag) คือการกดปุ่มซ้ายของเม้าส์ค้างเอาไว้ แล้วลากเม้าส์เพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆ
คลิกขวา (Right-Click) คือการใช้นิ้วกลางกดไปที่ปุ่มข้างขวาของเม้าส์ 1 ครั้ง ใช้เพื่อเข้าเมนูลัดของโปรแกรม

การขยายหน้าต่างของโปรแกรมให้เต็มจอภาพ
เลื่อนเม้าส์ไปที่หน้าต่างด้านบนขวามือ แล้วคลิกปุ่มที่เป็นขีดลบ จะขึ้นคำว่า Minimize
คลิกลงไป 1 ที ระบบก็จะทำการซ่อนหน้าต่างลงไปไว้ด้านล่างตรงทาสบาร์
ส่วนที่ทาสบาร์จะมีคำเขียนไว้ว่าซ่อนโปรแกรมอะไรไว้
หากต้องการเรียกขึ้นมาใช้งานให้คลิกที่ปุ่มด้านล่างทาสบาร์ที่ซ่อนเอาไว้ เครื่องก็จะทำการเปิดหน้าต่างโปรแกรมที่ซ่อนเอาไว้ขึ้นมาแทน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้นเท่านั้น ยังมีขั้นตอนต่างๆ อีกมากมายที่ผู้ใช้งานควรที่จะต้องเรียนรู้ ก่อนที่จะเริ่มใช้งานจริง
5
ข่าวสาร ชมรม จป.เชียงใหม่ / สาเหตุของการนอนไม่หลับ
« กระทู้ล่าสุด โดย Aphano เมื่อ มีนาคม 12, 2019, 11:17:10 am »
สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจ (Psychologic Causes of Insomnia) จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับส่วนใหญ่มักเกิดจากอาการที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องของจิตใจ อาทิ โรคเครียด โรคซึมเศร้า โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้ถึงร้อยละ 70 จะมีอาการนอนไม่กลับเป็นอาการหลักๆ

      2. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่มีปัจจัยที่เข้าไปกระตุ้นให้เกิดการนอนไม่หลับ (Precipitating Factors of Transient Insomnia) ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว อาทิ

        Adjustment Sleep Disorder เป็นภาวะนอนไม่หลับที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นที่เพิ่งเกิด เช่น ผลจากความเครียด , การเจ็บป่วย , การผ่าตัด , การสูญเสียของรัก , เรื่องงาน ซึ่งเมื่อใดที่สิ่งกระตุ้นเหล่านี้หาย อาการนอนไม่หลับจะกลับสู่สภาวะปกติ
        Jet Lag มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เดินทางบินข้ามเขตเวลา ทำให้ร่างกายต้องเปลี่ยนเวลานอนจนปรับตัวไม่ทัน เป็นเหตุให้นอนหลับยาก
        Working Conditions เป็นผลมาจากการที่ต้องเข้างานเป็นกะ ทำให้นาฬิกาชีวิตเสียไป จนทำให้ต้องนอนไม่เป็นเวลา
        Medications อาการนอนไม่หลับที่เกิดจากการใช้ยา หรือเครื่องดื่ม เช่น ยาลดน้ำมูก , กาแฟ

       3. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เกิดจากโรค (Medical and Physical Conditions) ซึ่งบางโรคก็เป็นเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อาทิ

        โรคบางโรคเมื่อขณะเกิดจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ เช่น โรคหอบหืด , โรคหัวใจวาย , โรคภูมิแพ้ , โรคสมองเสื่อม , โรคพาร์คินสัน , โรคคอพอกเป็นพิษ
        ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน Progesteron เมื่อฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้นก็จะทำให้ง่วงนอนในช่วงไข่ตก  แต่ในช่วงที่ประจำเดือนใกล้มาจะมีฮอร์โมนน้อย อาจทำให้มีอาการนอนไม่หลับ อีกทั้งเมื่อคุณสาวๆ กำลังตั้งครรภ์ในระยะแรกๆ และระยะใกล้คลอดก็จะมีอาการนอนไม่หลับเช่นกัน เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รวมถึงช่วงแรกของผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยทอง ก็จะมีอาการนอนไม่หลับเช่นกัน
        การเปลี่ยนเวลานอน Delayed Sleep-Phase Syndrome ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ อาทิ เมื่อถึงเวลานอนแต่ไม่ได้นอน ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

        4. สาเหตุของการนอนไม่หลับที่เป็นปัจจัยเสริม (Perpetuating Factors) มีหลายภาวะที่เสริมส่งให้การนอนไม่หลับเกิดได้ง่ายมากขึ้น

        Psychophysiological Insomnia เกิดจากการนอนก่อนเวลาทำให้นอนไม่หลับ เรียกว่า Advanced sleep phase Syndrome ทำให้คนๆ นั้นพยายามที่จะต้องนอนให้หลับ กระสับกระส่าย พลิกตัวไปมา ไม่ผ่อนคลายจนเกิดการสะสมแล้วกลายเป็นความเครียด โดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีลักษณะชีพจรเต้นเร็ว ตื่นง่าย อุณหภูมิร่างกายจะสูงกว่าปกติ
        นอนไม่หลับจากสารบางชนิด อาทิ สุรา กาแฟ ซึ่งการดื่มกาแฟ หรือสุราในช่วงกลางวันถึงกลางคืนอาจจะทำให้นอนไม่หลับ ถ้าไม่นับรวมว่าการดื่มสุราแค่เพียงจิบ หรือเพียงเล็กน้อยก่อนนอนจะช่วยลดความเครียด ทำให้นอนได้หลับดีขึ้นได้ แต่ถ้าหากดื่มมากเกินไปก็จะทำให้หลับได้ไม่นาน ตื่นง่าย เมื่อถึงช่วงอดสุราก็จะมีปัญหาหลับยาก รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่จะนอนหลับประมาณ 3 - 4 ชั่วโมงแล้วตื่น อันเนื่องมาจากมีระดับ Nicotin ที่ลดลง
        ระดับ Melatonin ลดลง ส่วนใหญ่ Melatonin จะมีมากในเด็กและลดลงในวัยผู้ใหญ่หลังช่วงอายุ 60 ปี มีส่วนให้เกิดอาการนอนหลับยาก
        ปัจจัยจากแสงก็มีส่วนให้เกิดอาการนอนหลับยาก จากความรู้เบื้องต้นว่าแสงจะกระตุ้นให้ร่างกายเราตื่น ถึงแม้ว่าจะหรี่แสงลงแล้วก็ตาม
        การนอนไม่หลับในวัยเด็ก พ่อแม่ให้เวลานอนลูกไม่สม่ำเสมอจะทำให้เด็กนอนไม่หลับในตอนโต
        การออกกำลังกายในช่วงก่อนนอนและการทำงานที่ทำให้เกิดความเครียดในช่วงก่อนนอน
        การนอนและการตื่นที่ไม่เป็นเวลา
        สิ่งแวดล้อมภายในห้องนอนไม่เหมาะสม เช่น มีอุณหภูมิที่ร้อน หรือหนาวจนเกินไป เสียงดังเกินไป รวมถึงลักษณะการนอนของคนใกล้ชิด อย่าง นอนดิ้น หรือนอนกรน เป็นต้น
6
ประกาศรับสมัครงาน / อาการปวดหลัง แบบไหน อันตราย?
« กระทู้ล่าสุด โดย Aphano เมื่อ มีนาคม 12, 2019, 11:16:59 am »
อาการปวดหลังที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยอาจเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นมากเกินไป หรือเกิดอุบติเหตุเล็กๆ น้อยๆ อาจจะหายได้เองหากงดการใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นสักพัก หรือมียาทาภายนอกที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ แต่หากมีอาการปวดหลังที่พ่วงด้วยอาการอื่นๆ ดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็คอย่างละเอียด
    มีอาการปวดที่เดิมๆ อย่างต่อเนื่องมากกว่า 6 สัปดาห์
    ปวดมากจนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ อาการไม่ทุเลาลง
    ปวดแบบเจ็บแปลบจิ๊ดๆ เหมือนเข็มจิ้ม
    ปวดร้าวยาวลงไปจนถึงต้นขา จนอาจมีอาการขาอ่อนแรง ปวดปลีน่อง จนทำให้เดินลำบาก หรือเดินได้นิดหน่อยก็ปวด
    ปวดบริเวณก้นกบ ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ
    มีอาการปวดปัสสาวะแสบขัด มีสีขุ่น หรือมีไข้ ร่วมกับอาการปวดหลังบริเวณเอว (อาจเป็นอาการเริ่มต้นของอาการนิ่วในไต หรือไตอักเสบ)
    ปวดจนขา หรือเท้ามีอาการชา
    เคลื่อนไหวอย่างอิสระไม่ได้ เช่น ก้มตัว ยืดตัวตรง
    กลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระเริ่มไม่ค่อยอยู่
หากไม่สามารถหาสาเหตุของอาการปวดหลังได้ และยังมีอาการปวดหลังอย่างต่อเนื่องมากกว่า 6 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจโดยละเอียด เพื่อสาเหตุที่แท้จริง และแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุจะดีที่สุดค่ะ เพราะถึงทานยาคลายกล้ามเนื้อ ทายาแก้ปวดภายนอกหมดไปมากเท่าไร อาการอาจไม่ดีขึ้นหากเราไม่ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
7
ข่าวสาร ชมรม จป.เชียงใหม่ / ประกาศผู้สมัครอบรมเดือน มี.ค.
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ มีนาคม 09, 2019, 01:23:22 pm »
ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้าอบรม เดือน มีนาคม 2562

หลักสูตร จป. ระดับหัวหน้างาน   เปิดอบรมจำนวน 1 ห้อง 
หลักสูตร จป. ระดับเทคนิค                     เปิดอบรมจำนวน 1 ห้อง
ให้ผู้สมัคร
1. หลักสูตร จป.ระดับหัวหน้างาน   ลำดับที่ 1-60
2. หลักสูตร จป. ระดับเทคนิค   ลำดับที่ 1-60

โอนเงินเข้าบัญชี “ชมรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจังหวัดเชียงใหม่” ธนาคาร กสิกรไทย
สาขา เม-ญ่า เชียงใหม่ เลขที่บัญชี  282-2-11772-7 จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2562
และส่งหลักฐานการชำระเงินทาง Email : chiangmaisafety@hotmail.com


รายชื่อและกำหนดวันอบรมตามนี้ครับ

หลักสูตร จป. ระดับหัวหน้างาน   วันที่ 19-20 มีนาคม 2562
http://chiangmaisafety.com/downloads/H032019.pdf


หลักสูตร จป. ระดับเทคนิค    วันที่ 21-23 มีนาคม 2562
http://chiangmaisafety.com/downloads/T032019.pdf


หมายเหตุ :  จำนวนผู้เข้าอบรมรับเพิ่มตามจำนวนที่ว่างสามารถส่งใบสมัครมาได้เลยครับ

8
ประกาศรับสมัครงาน / Re: การดูแลอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย Tristessa เมื่อ กุมภาพันธ์ 27, 2019, 04:55:49 pm »
เครื่องล้างจานมรด้วยหรอครับบ้านผมไม่มีหรือหมายถึงที่ล้างจาน
9
ประกาศรับสมัครงาน / การดูแลอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย Kanazau เมื่อ กุมภาพันธ์ 26, 2019, 03:49:01 pm »
การดูแลเครื่องใช้  วิธีการดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านให้ใช้ได้นาน ๆ เป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องรู้เอาไว้บ้าง เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญในชีวิตประจำวันของเราเลยก็ว่าได้ แถมเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ ชิ้นหนึ่งก็ตกหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน หรือหลักหมื่นเลยทีเดียว และก็แน่นอนว่า ในเมื่อเราลงทุนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาอำนวยความสะดวกให้ตัวเองขนาดนี้แล้ว ก็ย่อมต้องการให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ยืดระยะเวลาใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพตราบเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าอย่างนั้นเคล็ดลับดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าต่อไปนี้คงมีประโยชน์ให้คุณนำไปทำตามบ้างแน่ ๆ ค่ะ ว่าแล้วก็ไปดูกันเลย

1. ตู้เย็น

ตามสถิติแล้วตู้เย็นมีอายุการใช้งานนานถึง 11-13 ปี แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของเราเองด้วย ซึ่งเคล็ดลับใช้งานตู้เย็นได้นาน ๆ ก็ทำไม่ยาก เริ่มจากพยายามไม่แช่ของในตู้เย็นเยอะเกินไปจนล้น เพราะจะทำให้ตู้เย็นทำงานหนักขึ้น และพังเร็วกว่าที่ควรจะเป็น รวมทั้งต้องหมั่นทำความสะอาดยางขอบตู้เย็นบ่อย ๆ ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อุ่น ๆ เช็ดเอาฝุ่นและสิ่งสกปรกออกไป จากนั้นก็ใช้ผ้าแห้ง หรือฟองน้ำแห้งเช็ดคราบน้ำออกอีกครั้ง สุดท้ายอย่าลืมปัดฝุ่นแผงระบายความร้อน หรือคอยล์ ซึ่งอยู่หลังตู้เย็นเป็นประจำด้วย เพื่อป้องกันฝุ่นและความสกปรกไปอุดตันแผงระบายความร้อน จนทำให้ระบายความร้อนไม่สะดวก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของตู้เย็นถดถอยลง

2. ไมโครเวฟ

ทราบไหมคะว่า ถ้าเราใช้งานไมโครเวฟดี ๆ เราก็จะมีไมโครเวฟใช้ได้นานถึง 10 ปีเลยทีเดียว แต่การใช้งานไมโครเวฟที่จะช่วยรักษาไมโครเวฟให้อยู่กับเราได้นานขนาดนั้นต้องทำอย่างไร ก็ต้องบอกเลยว่าไม่ยากค่ะ เพียงแค่หมั่นทำความสะอาดไมโครเวฟอยู่เสมอแค่นั้นเอง อธิบายง่าย ๆ ก็คือ คราบสกปรกที่ติดฝังแน่นอยู่ในไมโครเวฟเป็นเวลานาน สักวันเศษอาหารเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนเป็นคาร์บอน บ่อนทำลายวงจรไฟฟ้าในไมโครเวฟให้เสียหาย ดังนั้นเมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ต้องหมั่นดูแลความสะอาดให้ไมโครเวฟกันด้วย ซึ่งคุณสามารถทำได้โดยนำถ้วยแก้วใสน้ำสะอาด (ผสมมะนาวลงไปด้วยก็ได้ เพื่อกำจัดกลิ่นเหม็น) จากนั้นก็นำไปอุ่นในไมโครเวฟสัก 2-3 นาที ให้ไอน้ำระเหยออกมาสลายคราบสกปรกที่ติดฝังแน่น ทีนี้ก็ใช้ผ้าชุบน้ำ หรือฟองน้ำเช็ดทำความสะอาดอีกครั้งก็เรียบร้อย

3. เตาไฟฟ้า

เคล็ดลับใช้งานเตาไฟฟ้าให้ได้นานถึง 10 ปี ยังคงวนเวียนอยู่ที่เรื่องของความสะอาด เพราะอย่างที่บอกว่า คราบสกปรก และเศษอาหารจะเป็นอุปสรรคของการทำงานเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ แถมบางทียังแทรกซ้อนลงไปในแผงวงจร ทำให้เตาไฟฟ้าทำงานติดขัดอีกต่างหาก ฉะนั้นอย่าได้ปล่อยให้เตาไฟฟ้ามีคราบสกปรกเด็ดขาดเลยนะจ๊ะ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องทำความสะอาดเตาไฟฟ้าสัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นอย่างต่ำ โดยเฉพาะบริเวณที่จุดไฟ ซึ่งต้องใช้น้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจานบาง ๆ เช็ดทำความสะอาดเป็นประจำ

4. เตาแก๊ส

ถ้าลองสังเกตดูดี ๆ เราอาจจะเห็นว่า บริเวณขดลวดทำความร้อนของเตาแก๊ส มักจะมีเศษอาหารที่ไหม้ดำติดฝังแน่นอยู่ และนี่แหละต้นเหตุที่ทำให้เตาแก๊สขัดข้องอยู่บ่อย ๆ เปิดไม่ติดบ้าง หรือไฟลุกท่วม เป็นต้น ดังนั้นทางที่ดีหมั่นทำความสะอาดเตาแก๊สทุกครั้งหลังใช้งานไปเลยดีกว่า ยิ่งกับบริเวณหน้าเตา ปุ่มเปิด-ปิด ซึ่งควรต้องใช้น้ำสบู่อุ่น ๆ เช็ดทำความสะอาดให้หมดจด ส่วนขดลวดทำความร้อนต้องหมั่นตรวจสอบเศษอาหาร และสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ด้วยค่ะ

5. แอร์

จริง ๆ แล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างแอร์มีอายุการใช้งานนาน 10-15 ปีโดยประมาณ แต่ทั้งนี้ก็ต้องหมั่นดูแลแอร์อยู่เสมอ ด้วยการถอดฟิลเตอร์แอร์ออกมาล้างทุก ๆ 225-360 ชั่วโมง หรือประมาณทุก ๆ 15 วัน ในกรณีที่ใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดอาการอุดตัน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของแอร์ให้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ระดับอุณหภูมิของแอร์ก็สำคัญเช่นกัน ถ้าอยากใช้แอร์ไปได้นาน ๆ ก็ควรเปิดอุณหภูมิไม่ให้ต่ำเกิน 25 องศาเซลเซียสด้วย

6. เครื่องล้างจาน

สำหรับบ้านไหนที่ใช้เครื่องล้างจานอำนวยความสะดวก ถ้าอยากใช้งานเครื่องล้างจานนานตลอด 10 ปี ก็ต้องดูแลความสะอาดประตูเครื่องล้างจาน รวมถึงฐานด้านล่างของเครื่องล้างจานด้วย เพื่อเป็นการป้องกันรอยรั่ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เครื่องล้างจานพังเร็วนั่นเอง

7. เครื่องซักผ้า

เครื่องซักผ้าถือว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นสำคัญในบ้านเลยทีเดียว และเวลาที่เครื่องซักผ้าชำรุดที ก็กุมขมับกันเป็นแถว ๆ แต่ถ้าคุณดูแลเครื่องซักผ้าดี ๆ ไม่โหมใส่ผ้าเยอะเกินจำนวนที่กำหนด รวมทั้งหมั่นตรวจสอบสภาพการใช้งานของสายยางระบายน้ำอยู่เสมอด้วย เช่น หากพบว่าสายยางเริ่มเปราะขาด ก็ต้องรีบซื้อสายยางมาเปลี่ยนใหม่ ไม่อย่างนั้นน้ำในเครื่องซักผ้าจะเอ่อล้นท่วม เสี่ยงต่อวงจรไฟฟ้าของเครื่องซักผ้าน่าดูเลยล่ะ และถ้าเป็นอย่างนั้นก็การันตีได้เลยว่า เครื่องซักผ้าจะอยู่ให้คุณใช้งานได้ไม่ถึง 10 ปีแน่ ๆ

8. เครื่องอบผ้า

เครื่องอบผ้า และเครื่องซักผ้ามีอายุการใช้งานนานพอ ๆ กัน และถ้าอยากใช้งานเครื่องอบผ้านานขนาดนั้น ก็ต้องดูแลรักษากันหน่อย ด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างไม่ใส่ผ้าเยอะเกินไป ทำความสะอาดถุงกรองทุกครั้งหลังใช้งาน เพื่อให้เครื่องอบผ้าสะอาดโล่ง และทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
10
ข่าวสาร ชมรม จป.เชียงใหม่ / Re: ประกาศผู้มีสิทธิ์เข้าอบรม ก.พ. 62
« กระทู้ล่าสุด โดย Kanazau เมื่อ กุมภาพันธ์ 26, 2019, 03:48:48 pm »
อย่าลืมเอาใบเสร็จไปติดต่อรับจุดลงทะเบียนกันด้วยนะครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 10